
21
Jan
จีน
10 สถานที่ท่องเที่ยวเมืองซัวเถาห้ามพลาด
ซัวเถา: เมืองติดทะเลที่คนไทยเชื้อสายจีนต้องมาโดน!
1. ย่านเมืองเก่าซัวเถา (Shantou Old Town)
ย่านเมืองเก่าซัวเถา (Shantou Old Town): ย้อนวันวาน สัมผัสมนต์เสน่ห์จีนวินเทจที่ใจกลางเมือง! (ปี 2025) มาซัวเถาแล้วไม่มาที่นี่ ถือว่ายังมาไม่ถึงนะ! ย่านเมืองเก่าซัวเถา คือหัวใจของเมือง ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่ซัวเถาเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีต คุณจะได้เดินเล่นบนถนนสายเก่าแก่ที่เรียงรายด้วยอาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีส (คล้ายๆ ตึกเก่าภูเก็ตหรือปีนังบ้านเราเลย!) ที่แม้จะดูทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงความขลังและเสน่ห์ชวนหลงใหล ไม่ว่าคุณจะเป็น สายแชะรูป ที่ชอบตึกเก่าคลาสสิก สาย Slow Life ที่อยากเดินชิลล์ๆ ชมวิถีชีวิต หรือ สาย Café Hopper ที่ชอบร้านกาแฟเก๋ๆ ในบรรยากาศวินเทจ ที่นี่มีมุมสวยๆ และเรื่องราวให้ค้นหาเพียบ!
- สถาปัตยกรรมแบบข้ามกาลเวลา: เดินชมตึกเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่มีระเบียงยื่นออกมาให้เราเดินหลบแดดหลบฝนได้สบายๆ
- ร้านค้าโบราณ: แอบส่องร้านค้าเก่าแก่ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนยุค
- มุมถ่ายรูปสุดชิค: ตึกเก่าสีสันสวยๆ ผนังลวดลายปูนปั้นคลาสสิก บอกเลยว่าถ่ายรูปเพลินแน่นอน!
- บรรยากาศท้องถิ่น: สัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่ยังคงอาศัยและค้าขายอยู่ในย่านนี้
- ต้นกำเนิดชาวจีนโพ้นทะเล: ย่านนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของชาวแต้จิ๋วหลายล้านคนที่อพยพไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
- เมืองท่าสำคัญ: ในอดีตซัวเถาเป็นหนึ่งใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” แห่งแรกๆ ของจีนที่เปิดรับการค้ากับต่างชาติ ทำให้สถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากตะวันตก
- การฟื้นฟู: ปัจจุบันมีการบูรณะและพัฒนาพื้นที่เมืองเก่าบางส่วน เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าทางประวัติศาสตร์และดึงดูดนักท่องเที่ยว

Credit : Leo Li//flickr.com
2. วัดไคหยวน (Kaiyuan Temple)
วัดไคหยวน (Kaiyuan Temple): สัมผัสความสงบและอลังการของพุทธศาสนาแบบแต้จิ๋ว (ปี 2025) หลังจากเดินชมตึกเก่าจนเหนื่อยแล้ว มาชาร์จพลังบุญกันต่อที่ วัดไคหยวน วัดเก่าแก่คู่เมืองซัวเถาที่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง! แค่เห็นประตูทางเข้าก็รู้แล้วว่าใหญ่โตอลังการแค่ไหน พอเข้ามาข้างในก็สัมผัสได้ถึงความสงบและร่มรื่น สถาปัตยกรรมก็สวยงามวิจิตรบรรจงตามแบบฉบับวัดจีนโบราณ ไม่ว่าคุณจะเป็น สายบุญ ที่อยากมาไหว้พระขอพร สายประวัติศาสตร์ ที่อยากซึมซับเรื่องราวอันยาวนาน หรือ สายถ่ายรูป ที่ชอบความอลังการของวัดจีน ที่นี่คืออีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่ควรพลาด!
ไฮไลต์/จุดเด่น:
- สถาปัตยกรรมโบราณ: ชมความวิจิตรของอาคารไม้แกะสลัก หลังคาทรงจีน และลวดลายมังกรที่สวยงาม
- พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์: ไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ภายในวัด
- บรรยากาศเงียบสงบ: เหมาะกับการเดินเล่นทำบุญ นั่งสมาธิ หรือหลีกหนีความวุ่นวาย
- รายละเอียดศิลปะ: สังเกตรายละเอียดการแกะสลักไม้ การลงสี และประติมากรรมต่างๆ ที่แสดงถึงฝีมือช่างโบราณ
ประวัติศาสตร์/เกร็ดน่ารู้:
- สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง: เป็นวัดที่เก่าแก่มาก มีประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี
- ศูนย์กลางพุทธศาสนา: ในอดีตเป็นวัดสำคัญและศูนย์กลางการเผยแผ่พุทธศาสนาในภูมิภาคแต้จิ๋ว
- รอดพ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรม: แม้จะผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มามากมาย แต่วัดแห่งนี้ก็ยังคงยืนหยัดและได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง

Credit : Wayne Hsieh/flickr.com
3. พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา (Shantou Museum)
- ศูนย์รวมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ที่นี่คือแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมที่รวบรวมทุกเรื่องราวของ ซัวเถา ตั้งแต่โบราณกาล การเป็นเมืองท่าสำคัญ ไปจนถึงความเจริญในยุคปัจจุบัน
- นิทรรศการครบวงจร: คุณจะได้พบกับการจัดแสดงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโบราณคดี, วิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวแต้จิ๋ว, ศิลปะและหัตถกรรมท้องถิ่น, รวมถึงเรื่องราวการค้าขายกับต่างประเทศที่ทำให้ซัวเถาโดดเด่น
- คอลเล็กชันวัตถุโบราณล้ำค่า: ตื่นตาตื่นใจกับของสะสมหายาก ทั้งเครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตคนในอดีต
- เดินทางสะดวกสบาย: ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลาง เมืองซัวเถา ทำให้การเดินทางไปเยี่ยมชมง่ายและสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน
- การจัดแสดงที่ทันสมัย: พิพิธภัณฑ์มีการใช้สื่อผสมและเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจ ทำให้ข้อมูลเข้าใจง่ายและดึงดูดใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย
- กำเนิดพิพิธภัณฑ์ (1960): พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1960 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของภูมิภาคแต้จิ๋วและเมืองซัวเถา
- บทบาทเมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์: ซัวเถาคือหนึ่งใน “ท่าเรือเปิด” ยุคแรกๆ ของจีน จากสนธิสัญญานานกิง (1842) และสนธิสัญญาเทียนจิน (1858) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เมืองเติบโตและมีบทบาทใหญ่หลวงในการค้าระหว่างประเทศ
- เรื่องราวชาวจีนโพ้นทะเล: ภายในพิพิธภัณฑ์มีส่วนจัดแสดงที่เจาะลึกเรื่องราวการอพยพของชาวแต้จิ๋วไปทั่วโลก ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของ ประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเล และตอกย้ำความผูกพันระหว่างซัวเถากับชุมชนชาวจีนในต่างแดน
- สถาปัตยกรรมอาคาร: ตัวอาคารของ พิพิธภัณฑ์ซัวเถา เองก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงยุคสมัยที่ถูกสร้างขึ้น
- การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญของ ซัวเถา

Credit : Leo Li/flickr.com
4.สะพานเซียงจื่อ (Xiangzi Bridge)
- หนึ่งเดียวในโลก! สะพานหินผสมแพลอยน้ำ: นี่คือหัวใจสำคัญของ สะพานเซียงจื่อ ครับ! ลองคิดดูว่าสะพานที่สร้างจากหินแข็งๆ จะมีช่วงกลางที่ทำจากแพเรือ 18 ลำ ลอยอยู่บนน้ำแล้วเชื่อมกันได้อย่างไร? แถมยังเปิดออกได้เพื่อให้เรือลำใหญ่ๆ ผ่านไปมาได้อีก! นี่คือสุดยอดภูมิปัญญาที่ทำให้สะพานแห่งนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร
- สถาปัตยกรรมระดับเทพ! “แปดจุดหิน สิบแปดเรือ ยี่สิบสี่ศาลา”: เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยครับ! ชื่อเรียกเก่าแก่ของสะพานนี้บ่งบอกถึงรายละเอียดที่ซับซ้อนและงดงามสุดๆ ด้วยเสาหินแข็งแกร่ง 8 ต้น เรือแพ 18 ลำที่โยกไหวเบาๆ และที่อลังการไม่แพ้กันคือศาลาถึง 24 หลังที่ประดับอยู่บนสะพาน แต่ละหลังก็มีดีไซน์ที่ไม่ซ้ำกัน สวยงามเกินบรรยายจริงๆ!
- วิวหลักล้าน! ทอดสายตาบนแม่น้ำหานเจียง: ไม่ว่าจะมาช่วงเช้าที่แสงทองทาบทาผิวน้ำ หรือยามเย็นที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า สะพานเซียงจื่อ ก็มอบวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำ ภูเขา และเมืองแต้จิ๋วได้อย่างอลังการ รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนเพียบ!
- สัญลักษณ์แห่งแต้จิ๋ว: สะพานนี้ไม่ได้เป็นแค่โครงสร้างครับ แต่มันคือจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจของ เมืองแต้จิ๋ว ที่เล่าเรื่องความรุ่งเรืองในอดีตให้เราฟัง
- เดินย้อนเวลาบนสะพานประวัติศาสตร์: การได้ย่ำเท้าไปบนสะพานหินเก่าแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายร้อยปี สัมผัสถึงความโยกไหวเล็กๆ ของแพเรือ มันเหมือนกับการได้ก้าวเข้าไปในประวัติศาสตร์ และสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตจริงๆ ครับ
- เริ่มสร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1171): เรื่องราวการสร้างสะพานนี้เริ่มขึ้นเมื่อกว่า 800 ปีก่อนในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ โดยเริ่มจากสะพานหินฝั่งตะวันตกก่อน กว่าจะเสร็จก็กินเวลากว่า 60 ปีเลยทีเดียว!
- เสร็จสมบูรณ์ในราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1530): สะพานมาเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในสมัยราชวงศ์หมิง หลังจากที่สร้างสะพานหินจากฝั่งตะวันออก และเติมเต็มช่วงกลางด้วยเรือแพลอยน้ำที่เราเห็นในปัจจุบัน
- ตำนานแปดเซียนผู้สร้างสะพาน: เชื่อกันว่าชื่อ “เซียงจื่อ” มาจาก หานเซียงจื่อ (Han Xiangzi) หนึ่งในแปดเซียนของลัทธิเต๋า ที่มีส่วนช่วยในการสร้างสะพานนี้ด้วยพลังวิเศษ ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ความงดงาม แต่ยังแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังทางจิตวิญญาณอีกด้วย
- หัวใจของการค้าในอดีต: ในยุคโบราณ สะพานกว่างจี้ คือเส้นเลือดใหญ่ของการค้าและคมนาคมในภูมิภาคแต้จิ๋ว เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าและผู้คนข้ามแม่น้ำหานเจียง ทำให้ เมืองแต้จิ๋ว กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอย่างยิ่ง
- มรดกที่ยังมีลมหายใจ: แม้จะผ่านการบูรณะและซ่อมแซมมาหลายต่อหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษ เพื่อคงความแข็งแรงและโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ สะพานเซียงจื่อ ก็ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและเป็น ที่เที่ยวแต้จิ๋ว ที่คุณต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง!

Credit : Wife of Jason M. C., Han Cynthia Yang, Gao/commons.wikimedia.org
5. สวนสาธารณะซัวเถา (Shantou People’s Park)
- สถาปัตยกรรมโคโลเนียล: โดดเด่นด้วยอาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลผสมผสานจีน ตึกเก่าซัวเถา ที่ตั้งเรียงรายตามถนน เป็นฉากหลังที่สวยงามสำหรับการถ่ายภาพและสัมผัสบรรยากาศย้อนยุค
- หอนาฬิกาเก่าแก่: หอนาฬิกาซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลาง Shantou Small Park ถือเป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้ และเป็นจุดนัดพบยอดนิยม
- บรรยากาศเมืองเก่าที่มีชีวิตชีวา: แม้จะเป็นย่านเก่าแก่ แต่ที่นี่ก็ยังคงคึกคักไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารท้องถิ่น และผู้คนที่ออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของชาวเมือง
- แหล่งรวมร้านค้าและของกิน: รอบๆ Small Park มีร้านขายของที่ระลึก ร้านขายยาแผนโบราณ ร้านน้ำชา และร้านอาหารแต้จิ๋วอร่อยๆ มากมาย ให้คุณได้ ชิมอาหารซัวเถา ที่เป็นเอกลักษณ์
- มุมถ่ายรูปสุดคลาสสิก: ทุกซอกทุกมุมของย่านนี้เต็มไปด้วยความคลาสสิกและเรื่องราว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมและบรรยากาศแบบวินเทจ
- ศูนย์กลางเมืองท่าเก่าแก่: Shantou Small Park และย่านโดยรอบเคยเป็นหัวใจสำคัญของการค้าและเศรษฐกิจของซัวเถาในสมัยที่เปิดเป็นเมืองท่าในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางธุรกิจและเป็นแหล่งรวมของชาวต่างชาติ
- จุดกำเนิด “สวนเล็กๆ”: ชื่อ “Small Park” มาจากสวนสาธารณะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางย่าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในอดีต
- สถาปัตยกรรมแบบอาเขต (Arcade): อาคารหลายแห่งในย่านนี้มีลักษณะเด่นคือ “อาเขต” หรือทางเดินที่มีหลังคาคลุมอยู่ด้านหน้า ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อกันแดดและฝน ให้ผู้คนสามารถเดินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย
- มรดกจากจีนโพ้นทะเล: ย่านนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการลงทุนของชาวจีนโพ้นทะเลที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ทำให้เกิดการก่อสร้างอาคารในสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก
- การอนุรักษ์และฟื้นฟู: หลังจากช่วงเวลาหนึ่งที่ย่านเมืองเก่าทรุดโทรมลง ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู เมืองเก่าซัวเถา เพื่อรักษามรดกทางประวัติศาสตร์และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาสัมผัสเสน่ห์อีกครั้ง

Credit : QuantFoto/flickr.com
6.เกาะหนานอ้าว (Nan’ao Island)
- สะพานข้ามทะเลหนานอ้าวสุดอลังการ: เริ่มต้นทริปด้วยความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกบน สะพานข้ามทะเลหนานอ้าว ครับ! สะพานที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในกวางตุ้งนี้ไม่ได้แค่พาเราข้ามทะเล แต่ยังเป็นจุดชมวิวอ่าวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ถ่ายรูปสวยตั้งแต่ยังไม่ถึงเกาะเลย!
- หาดบลูเมนทัล (Blumenthal Beach) สวยสะกดใจ: นี่คือเพชรเม็ดงามของเกาะเลยครับ! หาดบลูเมนทัล หรือ Qing’ao Bay มีทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า น้ำทะเลสีฟ้าใสกิ๊ง มองแล้วสบายตา มาที่นี่รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับไปโพสต์ลงโซเชียลแน่นอน!
- กังหันลมยักษ์ตระหง่านฟ้า: แลนด์มาร์คเด่นของเกาะที่พลาดไม่ได้! กังหันลมหนานอ้าว (Nan’ao Wind Farm) นับร้อยต้นที่ตั้งเรียงรายอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวทะเลไกลสุดสายตา บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ ยิ่งตอนพระอาทิตย์ตกดินนะ…ฟิน!
- ป่าไม้เขียวชอุ่ม อุทยานแห่งชาติเกาะหนานอ้าว: นอกจากทะเลสวยแล้ว ที่นี่ยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ใน อุทยานแห่งชาติเกาะหนานอ้าว (Nan’ao Island National Forest Park) สำหรับคนรักการเดินป่าและสูดอากาศบริสุทธิ์
- อาหารทะเลสดใหม่ยกทะเล!: มาถึงทะเลทั้งที จะพลาดอาหารทะเลได้ไง! เกาะหนานอ้าว คือแหล่งรวม อาหารทะเลสดๆ ที่จับขึ้นมาจากทะเลแท้ๆ มีร้านอร่อยๆ ให้เลือกเพียบ แถมราคาก็เป็นกันเอง รับรองว่าอิ่มอร่อยคุ้มค่าแน่นอน!
- เคยเป็นรังโจรสลัดสุดโหด!: ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับว่าเกาะสวยๆ แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นฐานทัพลับของโจรสลัดสุดแกร่งหลายคน รวมถึง เจิ้งเฉิงกง (Koxinga) วีรบุรุษผู้กอบกู้ไต้หวันจากชาวดัตช์ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกเล่าขานและมีร่องรอยให้เราได้ค้นหาบนเกาะ
- ทำเลทองทางยุทธศาสตร์: ด้วยที่ตั้งที่สำคัญ ทำให้ เกาะหนานอ้าว เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารและการเดินเรือมาตั้งแต่อดีต เป็นเหมือนประตูสู่ทะเลที่สำคัญมากๆ เลยครับ
- ตำนานจักรพรรดิผู้ลี้ภัย: มีเรื่องเล่าอันน่าเศร้าว่า จักรพรรดิสองพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่ง เคยเสด็จมาลี้ภัยบน เกาะหนานอ้าว เพื่อหลบหนีการตามล่าของพวกมองโกล นี่คืออีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับเกาะแห่งนี้
- จากฐานทัพสู่สวรรค์ของนักท่องเที่ยว: จากอดีตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้ ปัจจุบัน เกาะหนานอ้าว ได้รับการพัฒนาให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สำคัญ โดยเฉพาะหลังมีสะพานข้ามทะเล ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก!
- ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์: เกาะนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์ทะเล พืชพรรณต่างๆ และนกนานาชนิด เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติที่อยากมาศึกษาและชื่นชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติครับ!

Credit : Li Chang/flickr.com
7.ถนนคนเดินไผฟางเจีย (Paifang Street)
- ซุ้มประตูไผฟางโบราณอันวิจิตร: นี่คือจุดเด่นอันดับหนึ่งของ ถนนไผฟางเจีย! ซุ้มประตูหินแกะสลักเหล่านี้เป็นงานศิลปะชั้นครูที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จและเกียรติยศของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์แต้จิ๋ว มีทั้งซุ้มประตูหินและซุ้มประตูไม้ที่สวยงามแตกต่างกันไป
- สถาปัตยกรรมจีนแต้จิ๋วแท้ๆ: ตลอดสองข้างทางของ ถนนคนเดินไผฟางเจีย คุณจะได้พบกับอาคารบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์ สถาปัตยกรรมแต้จิ๋ว ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งหน้าต่าง ประตู และรายละเอียดการแกะสลักไม้ที่ประณีต
- แหล่งรวมของอร่อยแต้จิ๋ว: สำหรับสายกิน ต้องไม่พลาด! บนถนนสายนี้มีร้านค้าที่ขาย อาหารแต้จิ๋ว แท้ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมพื้นเมืองอย่างฮื่อก้วย (ลูกชิ้นปลา) เกาหยก (หมูสามชั้นนึ่งเผือก) หรือชาจีนหอมๆ ให้ได้ลิ้มลอง
- บรรยากาศย้อนยุคที่มีชีวิตชีวา: แม้จะเป็นถนนเก่าแก่ แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอย ร้านค้าคึกคัก ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตจริงๆ
- แหล่งช้อปปิ้งหัตถกรรมพื้นเมือง: นอกจากอาหารแล้ว ที่นี่ยังมีร้านค้าที่ขายงานฝีมือ หัตถกรรมท้องถิ่น เครื่องปั้นดินเผา และของที่ระลึกสวยๆ ให้คุณได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน
- จุดกำเนิดในราชวงศ์ซ่ง: ถนนไผฟางเจีย มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1279) โดยเริ่มแรกเป็นถนนการค้าสำคัญใน เมืองแต้จิ๋ว
- รุ่งเรืองสุดขีดในราชวงศ์หมิงและชิง: ย่านนี้รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง (ศตวรรษที่ 14-19) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสร้างซุ้มประตูไผฟางจำนวนมาก เพื่อเชิดชูเกียรติของบุคคลผู้มีความสามารถและคุณงามความดี
- ซุ้มประตูไผฟางกว่า 38 ซุ้มในอดีต: เดิมที บน ถนนไผฟางเจีย มีซุ้มประตูไผฟางมากถึง 38 ซุ้ม ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดแห่งหนึ่งในจีน สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของ แต้จิ๋ว ที่ผลิตบัณฑิตและข้าราชการระดับสูงจำนวนมาก
- สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ: ซุ้มประตูไผฟางไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ เกียรติยศ และความเจริญรุ่งเรืองของตระกูล ผู้ที่ได้รับเกียรติให้มีซุ้มประตูเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง
- การบูรณะครั้งสำคัญ: ในช่วงศตวรรษที่ 20 ซุ้มประตูหลายแห่งได้ถูกรื้อถอนหรือเสียหายไป แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นได้ดำเนินโครงการบูรณะครั้งใหญ่ โดยมีการสร้างซุ้มประตูไผฟางขึ้นใหม่ตามแบบโบราณ และปรับปรุง ถนนคนเดินไผฟางเจีย ให้กลับมาสวยงามและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทำให้เป็นหนึ่งใน สถานที่ท่องเที่ยว สำคัญของ แต้จิ๋ว

Credit : Arnis Dzedins/flickr.com
8. เจ้าพ่อเสือเฮี้ยงบู้ซัว
- ศาลเจ้าพ่อเสืออันศักดิ์สิทธิ์: หัวใจสำคัญของ เฮี้ยงบู้ซัว คือ ศาลเจ้าพ่อเสือ หรือที่รู้จักในนาม “เทพเจ้า Xuanwu” ซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูงในหมู่ชาวจีนแต้จิ๋ว โดยเชื่อกันว่าเป็นเทพผู้คุ้มครอง ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และนำมาซึ่งความโชคดีและความสำเร็จ การมาสักการะที่นี่จึงเป็นไฮไลต์หลัก
- ทิวทัศน์ธรรมชาติงดงาม: สถานที่ตั้งของศาลเจ้าอยู่บนภูเขาที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลและภูเขาโดยรอบได้อย่างกว้างไกล ทำให้ผู้มาเยือนได้ทั้งความสงบทางใจและเพลินตาไปกับทัศนียภาพอันตระการตา
- สถาปัตยกรรมจีนโบราณที่วิจิตร: ภายในบริเวณศาลเจ้าและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ คุณจะได้ชื่นชมกับ สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่มีการแกะสลักอย่างประณีตงดงาม สีสันสดใส และรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ ที่สะท้อนถึงศิลปะและวัฒนธรรมจีน
- บรรยากาศแห่งศรัทธา: สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาจากผู้ที่เดินทางมาสักการะบูชา จุดธูปเทียน ขอพร ทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสงบภายในจิตใจ
- จุดแวะพักยอดนิยมสำหรับสายมู: เฮี้ยงบู้ซัว ถือเป็นหนึ่งใน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซัวเถา หรือเส้นทางบุญยอดนิยมที่ทัวร์จีนแต้จิ๋วมักจะจัดให้เป็นจุดแวะพักสำคัญ
- เทพเจ้าแห่งทิศเหนือ: “Xuanwu” หรือที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า “เฮี้ยงบู้” เป็นหนึ่งในสี่เทพแห่งทิศ (Four Symbols) ตามความเชื่อของจีน ซึ่งเป็นตัวแทนของทิศเหนือ สัญลักษณ์คือเต่าดำพันด้วยงู ถือเป็นเทพผู้พิทักษ์และควบคุมน้ำ โดยเฉพาะน้ำท่วมและภัยพิบัติ
- ประวัติการก่อสร้างยาวนาน: ศาลเจ้าพ่อเสือเฮี้ยงบู้ซัว มีประวัติการก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง (ประมาณศตวรรษที่ 10-13) และได้รับการบูรณะ ปรับปรุง ขยายพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องในหลายราชวงศ์
- ความสำคัญต่อชาวจีนโพ้นทะเล: ด้วยความเชื่อที่ว่าเทพเจ้านี้ช่วยปกป้องคุ้มครองการเดินทางทางน้ำ ทำให้ เฮี้ยงบู้ซัว เป็นที่พึ่งทางใจของชาวจีนแต้จิ๋วที่ต้องเดินทางอพยพไปต่างแดน (ชาวจีนโพ้นทะเล) และยังคงเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของผู้สืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน
- เป็นที่รู้จักในไทย: เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากมีบรรพบุรุษมาจากแต้จิ๋ว ทำให้ ศาลเจ้าพ่อเสือ แห่งนี้เป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพจากคนไทยเชื้อสายจีนเป็นอย่างดี มีการจัดทัวร์เพื่อเดินทางไปสักการะโดยเฉพาะ
- การผสมผสานศาสนา: แม้จะเป็นที่รู้จักในชื่อ ศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นบ้านและลัทธิเต๋า แต่ภายในบริเวณยังมีการผสมผสานของพุทธศาสนาและขงจื๊อในบางจุด สะท้อนถึงความเชื่อที่หลากหลายในวัฒนธรรมจีน

9. ศาลเจ้าไต่ฮงกง (Da Feng Gong Temple)
- ศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนแต้จิ๋ว: ศาลเจ้าไต่ฮงกง เป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งในหมู่ชาวแต้จิ๋วทั่วโลก รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีนที่สืบเชื้อสายมาจากแต้จิ๋ว เชื่อกันว่าการได้มาสักการะจะนำมาซึ่งความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง และการคุ้มครอง
- รูปปั้นหลวงปู่ไต่ฮงกง: ภายในศาลเจ้าประดิษฐานรูปปั้น หลวงปู่ไต่ฮงกง ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้มาเยือน โดยเฉพาะในวันสำคัญทางศาสนาหรือเทศกาลต่างๆ จะมีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะจำนวนมาก
- สถาปัตยกรรมและศิลปะจีนโบราณ: อาคารศาลเจ้าโดดเด่นด้วย สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่งดงาม วิจิตรงดงามด้วยการแกะสลักไม้ รูปปั้น และงานศิลปะอื่นๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนาและวิถีชีวิตในอดีต
- บรรยากาศแห่งความสงบและศรัทธา: แม้จะมีผู้คนพลุกพล่านในบางช่วงเวลา แต่บรรยากาศภายในศาลเจ้าก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความสงบและพลังแห่งศรัทธา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังบวก
- การเดินทางเพื่อแสวงบุญ: ศาลเจ้าไต่ฮงกง ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับ ทัวร์แสวงบุญจีน และ ทัวร์แต้จิ๋ว ที่ต้องการตามรอยศรัทธาและเรียนรู้ประวัติของหลวงปู่ไต่ฮงกง
- หลวงปู่ไต่ฮงกง: พระภิกษุผู้เมตตา: หลวงปู่ไต่ฮงกง (Master Da Feng) มีนามเดิมว่า หลินหลิงซู่ (Lin Linxun) เกิดในตระกูลขุนนางที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ท่านออกบวชในวัยชราและเดินทางมายังเมืองผู่หนิง มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งขณะนั้นประสบภัยพิบัติและโรคระบาด ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ท่านได้อุทิศตนช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
- งานสาธารณประโยชน์อันยิ่งใหญ่: หลวงปู่ไต่ฮงกงได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์มากมาย เช่น การสร้างสะพาน 11 แห่ง ขุดบ่อน้ำ สร้างถนน สร้างที่พักสำหรับผู้เดินทาง และที่สำคัญคือการจัดตั้ง “ทีมงานเก็บศพ” เพื่อนำศพไร้ญาติไปประกอบพิธีฌาปนกิจอย่างสมเกียรติ ซึ่งเป็นรากฐานของกิจการการกุศลในเวลาต่อมา
- กำเนิดมูลนิธิปอฮ่อ (Pu Zhao Foundation): หลังจากหลวงปู่มรณภาพในปี ค.ศ. 1127 ลูกศิษย์และผู้ศรัทธาได้รวมตัวกันก่อตั้ง มูลนิธิปอฮ่อ (หรือมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในภาษาไทย) เพื่อสานต่อปณิธานของท่านในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งมูลนิธิแห่งนี้ยังคงดำเนินงานช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
- ศาลเจ้าแห่งความกตัญญู: ศาลเจ้าไต่ฮงกง ไม่ใช่เพียงสถานที่เคารพบูชาเทพเจ้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู การทำความดี และการเสียสละเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญในวัฒนธรรมจีน
- การเชื่อมโยงกับประเทศไทย: ด้วยความผูกพันทางสายเลือดและวัฒนธรรม ศาลเจ้าไต่ฮงกง จึงมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับคนไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ก็ก่อตั้งขึ้นโดยมีปณิธานสานต่อเจตนารมณ์ของหลวงปู่ไต่ฮงกง

10.วัดแปะฮวยเจียม (Baihua Temple)
- สถาปัตยกรรมจีนโบราณงามตระการตา: แค่มองจากภายนอกก็ต้องร้องว้าวแล้วครับ! วัดนี้โดดเด่นด้วยหลังคาสีทองอร่ามที่ตัดกับท้องฟ้า ลายแกะสลักไม้และหินก็วิจิตรงดงามทุกรายละเอียด เป็นผลงานชั้นครูที่สะท้อนฝีมือช่างโบราณได้เป็นอย่างดี ใครชอบ สถาปัตยกรรมวัดจีน บอกเลยว่าฟินแน่นอน!
- โอเอซิสแห่งความสงบกลางเมือง: คุณอาจจะสงสัยว่าวัดที่อยู่ใจกลางเมืองจะสงบได้อย่างไร? แต่เชื่อเถอะครับว่าทันทีที่คุณก้าวเข้ามาในบริเวณวัด คุณจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ ร่มรื่น และเย็นสบาย เหมาะกับการมานั่งพักใจ ทำสมาธิ หรือเดินเล่นซึมซับบรรยากาศแห่งศรัทธามากๆ
- กราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์: ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์สำคัญที่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างเดินทางมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ไร้อุปสรรค
- ศูนย์รวมแห่งธรรมะ: วัดดอกไม้ขาว ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแผ่พุทธธรรมและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ รวมถึงพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่น
- เดินทางสะดวกสบายสุดๆ: ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางเลยครับ เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลาง ซัวเถา ทำให้คุณเดินทางมาได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะด้วยรถสาธารณะหรือแท็กซี่
- ที่มาของชื่อ “ดอกไม้ขาว”: ชื่อ “แปะฮวยเจียม” ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “ไป๋ฮวาซื่อ” (Baihua Si) ในภาษาจีนกลาง แปลตรงตัวว่า “วัดดอกไม้ขาว” ครับ มีเรื่องเล่าขานว่าในอดีตเคยมีดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์บานสะพรั่งอยู่รอบบริเวณวัด เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และสันติสุขทางธรรม
- วัดเก่าแก่แห่งซัวเถา: แม้จะไม่มีบันทึกที่แน่ชัดถึงวันก่อตั้งแบบเป๊ะๆ แต่ วัดแปะฮวยเจียม ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี จัดว่าเป็นหนึ่งใน วัดโบราณในซัวเถา ที่ผ่านการบูรณะและปรับปรุงมาแล้วหลายยุคหลายสมัยเลยทีเดียว
- อดีตศูนย์กลางพุทธศาสนา: ในยุคก่อน วัดแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบภูมิภาคแต้จิ๋ว ดึงดูดทั้งพระภิกษุและนักปราชญ์ทางธรรมมากมายให้มาศึกษาและปฏิบัติธรรม
- ยืนหยัดผ่านกาลเวลา: เหมือนกับวัดเก่าแก่อื่นๆ ในจีน วัดแปะฮวยเจียม ก็เคยได้รับความเสียหายในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ด้วยพลังศรัทธาและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและประชาชน วัดแห่งนี้จึงได้รับการบูรณะและฟื้นฟูให้กลับมาสวยงามและเปิดให้ผู้คนได้เข้าสักการะอีกครั้ง
- สัญลักษณ์แห่งความอดทน: การที่ วัดแปะฮวยเจียม ยังคงยืนหยัดและได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คน และเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนและการสืบทอดวัฒนธรรมพุทธศาสนาอันยาวนานใน ซัวเถา นั่นเอง

Credit : Tim Shelhamer/flickr.com
