เวลาทำการ

จันทร์- เสาร์ :

9.00 – 17.30 น.

เราช่วยคุณได้

@thoongtongtour

Travel License : 11/07499

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

10 สถานที่ท่องเที่ยวเมืองซัวเถาห้ามพลาด

10 สถานที่ท่องเที่ยวเมืองซัวเถาห้ามพลาด

21

Jan

จีน

10 สถานที่ท่องเที่ยวเมืองซัวเถาห้ามพลาด

ซัวเถา: เมืองติดทะเลที่คนไทยเชื้อสายจีนต้องมาโดน!

     รู้ไหมว่าเมืองไหนที่คนไทยเชื้อสายจีนหลายคน (รวมถึงบ้านเรา) ต้องยกให้เป็นเหมือน “บ้านเกิด” อีกหลัง? ใช่แล้วครับ ซัวเถา (Shantou) นี่แหละ! เมืองชายทะเลสุดคูลแห่งมณฑลกวางตุ้ง ที่ไม่ได้มีดีแค่อาหารอร่อย (ขอบอกเลยว่าฟินสุด!) แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ที่รอให้เราไปค้นพบ ที่นี่เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดนักเดินทางที่อยากสัมผัสกลิ่นอายจีนแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับความทันสมัยของเมืองท่าสำคัญ

     ซัวเถาเป็นเหมือนขุมทรัพย์ของ ชาวแต้จิ๋ว ทั่วโลก เพราะเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษเราหลายคน ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานของคนจีนโพ้นทะเลมายังเมืองไทย และทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมไว้มากมาย ไม่ว่าคุณจะเป็น สายกิน ที่ตามล่าอาหารแต้จิ๋วต้นตำรับ สายประวัติศาสตร์ ที่อยากย้อนรอยอดีตของบรรพบุรุษ สายชิลล์ ที่ชอบบรรยากาศริมทะเล หรือ สายแชะ ที่มองหามุมสวยๆ ซัวเถามีครบทุกรสชาติที่จะทำให้ทริปของคุณเต็มไปด้วยความสนุก ความอิ่มอร่อย และความทรงจำดีๆ ที่ไม่มีวันลืม! เตรียมท้องให้พร้อม กล้องให้พร้อม แล้วมาลุย ซัวเถา ดินแดนที่รอให้คุณมา “เช็คอิน” ความสนุกกันได้เลย!

1. ย่านเมืองเก่าซัวเถา (Shantou Old Town)

     ย่านเมืองเก่าซัวเถา (Shantou Old Town): ย้อนวันวาน สัมผัสมนต์เสน่ห์จีนวินเทจที่ใจกลางเมือง! (ปี 2025) มาซัวเถาแล้วไม่มาที่นี่ ถือว่ายังมาไม่ถึงนะ! ย่านเมืองเก่าซัวเถา คือหัวใจของเมือง ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่ซัวเถาเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีต คุณจะได้เดินเล่นบนถนนสายเก่าแก่ที่เรียงรายด้วยอาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีส (คล้ายๆ ตึกเก่าภูเก็ตหรือปีนังบ้านเราเลย!) ที่แม้จะดูทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงความขลังและเสน่ห์ชวนหลงใหล ไม่ว่าคุณจะเป็น สายแชะรูป ที่ชอบตึกเก่าคลาสสิก สาย Slow Life ที่อยากเดินชิลล์ๆ ชมวิถีชีวิต หรือ สาย Café Hopper ที่ชอบร้านกาแฟเก๋ๆ ในบรรยากาศวินเทจ ที่นี่มีมุมสวยๆ และเรื่องราวให้ค้นหาเพียบ!


ไฮไลต์/จุดเด่น:
  • สถาปัตยกรรมแบบข้ามกาลเวลา: เดินชมตึกเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่มีระเบียงยื่นออกมาให้เราเดินหลบแดดหลบฝนได้สบายๆ
  • ร้านค้าโบราณ: แอบส่องร้านค้าเก่าแก่ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนยุค
  • มุมถ่ายรูปสุดชิค: ตึกเก่าสีสันสวยๆ ผนังลวดลายปูนปั้นคลาสสิก บอกเลยว่าถ่ายรูปเพลินแน่นอน!
  • บรรยากาศท้องถิ่น: สัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่ยังคงอาศัยและค้าขายอยู่ในย่านนี้

ประวัติศาสตร์/เกร็ดน่ารู้:
  • ต้นกำเนิดชาวจีนโพ้นทะเล: ย่านนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของชาวแต้จิ๋วหลายล้านคนที่อพยพไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
  • เมืองท่าสำคัญ: ในอดีตซัวเถาเป็นหนึ่งใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” แห่งแรกๆ ของจีนที่เปิดรับการค้ากับต่างชาติ ทำให้สถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากตะวันตก
  • การฟื้นฟู: ปัจจุบันมีการบูรณะและพัฒนาพื้นที่เมืองเก่าบางส่วน เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าทางประวัติศาสตร์และดึงดูดนักท่องเที่ยว

2. วัดไคหยวน (Kaiyuan Temple)

     วัดไคหยวน (Kaiyuan Temple): สัมผัสความสงบและอลังการของพุทธศาสนาแบบแต้จิ๋ว (ปี 2025) หลังจากเดินชมตึกเก่าจนเหนื่อยแล้ว มาชาร์จพลังบุญกันต่อที่ วัดไคหยวน วัดเก่าแก่คู่เมืองซัวเถาที่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง! แค่เห็นประตูทางเข้าก็รู้แล้วว่าใหญ่โตอลังการแค่ไหน พอเข้ามาข้างในก็สัมผัสได้ถึงความสงบและร่มรื่น สถาปัตยกรรมก็สวยงามวิจิตรบรรจงตามแบบฉบับวัดจีนโบราณ ไม่ว่าคุณจะเป็น สายบุญ ที่อยากมาไหว้พระขอพร สายประวัติศาสตร์ ที่อยากซึมซับเรื่องราวอันยาวนาน หรือ สายถ่ายรูป ที่ชอบความอลังการของวัดจีน ที่นี่คืออีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่ควรพลาด!


ไฮไลต์/จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมโบราณ: ชมความวิจิตรของอาคารไม้แกะสลัก หลังคาทรงจีน และลวดลายมังกรที่สวยงาม
  • พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์: ไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ภายในวัด
  • บรรยากาศเงียบสงบ: เหมาะกับการเดินเล่นทำบุญ นั่งสมาธิ หรือหลีกหนีความวุ่นวาย
  • รายละเอียดศิลปะ: สังเกตรายละเอียดการแกะสลักไม้ การลงสี และประติมากรรมต่างๆ ที่แสดงถึงฝีมือช่างโบราณ


ประวัติศาสตร์/เกร็ดน่ารู้:

  • สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง: เป็นวัดที่เก่าแก่มาก มีประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี
  • ศูนย์กลางพุทธศาสนา: ในอดีตเป็นวัดสำคัญและศูนย์กลางการเผยแผ่พุทธศาสนาในภูมิภาคแต้จิ๋ว
  • รอดพ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรม: แม้จะผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มามากมาย แต่วัดแห่งนี้ก็ยังคงยืนหยัดและได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง

3. พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา (Shantou Museum)

     ถ้าคุณอยากสัมผัสจิตวิญญาณและเข้าใจเรื่องราวอันยาวนานของ เมืองซัวเถา อย่างลึกซึ้ง พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา (Shantou Museum) คือจุดเริ่มต้นที่ไม่ควรพลาดสำหรับทุกการเดินทาง ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่เก็บของเก่า แต่เป็นเหมือนหน้าต่างที่เปิดออกสู่โลกแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของเมืองท่าแห่งนี้

     พิพิธภัณฑ์ซัวเถา ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง พร้อมต้อนรับคุณเข้าสู่การเดินทางข้ามเวลา คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของซัวเถาในฐานะ “เมืองท่าเปิด” ที่เชื่อมต่อกับนานาชาติในช่วงปลายราชวงศ์ชิง อิทธิพลจากการค้าขายที่หล่อหลอมเมืองให้เติบโต และที่สำคัญคือเรื่องราวของพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึงรากเหง้าของ วัฒนธรรมแต้จิ๋ว อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยขุมทรัพย์ ทั้งวัตถุโบราณหายาก ภาพถ่ายเก่าแก่ และนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างน่าสนใจ ครอบคลุมทุกแง่มุมของ ประวัติศาสตร์ซัวเถา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือศิลปะท้องถิ่น การมาที่นี่จึงไม่ใช่แค่การเดินชม แต่คือการได้ซึมซับและเข้าใจถึงความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งของผู้คนแห่งเมืองนี้ ทำให้ พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา เป็นหนึ่งใน ที่เที่ยวซัวเถา ที่มอบทั้งความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่า

ไฮไลต์ / จุดเด่น
  • ศูนย์รวมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ที่นี่คือแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมที่รวบรวมทุกเรื่องราวของ ซัวเถา ตั้งแต่โบราณกาล การเป็นเมืองท่าสำคัญ ไปจนถึงความเจริญในยุคปัจจุบัน
  • นิทรรศการครบวงจร: คุณจะได้พบกับการจัดแสดงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโบราณคดี, วิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวแต้จิ๋ว, ศิลปะและหัตถกรรมท้องถิ่น, รวมถึงเรื่องราวการค้าขายกับต่างประเทศที่ทำให้ซัวเถาโดดเด่น
  • คอลเล็กชันวัตถุโบราณล้ำค่า: ตื่นตาตื่นใจกับของสะสมหายาก ทั้งเครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตคนในอดีต
  • เดินทางสะดวกสบาย: ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลาง เมืองซัวเถา ทำให้การเดินทางไปเยี่ยมชมง่ายและสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน
  • การจัดแสดงที่ทันสมัย: พิพิธภัณฑ์มีการใช้สื่อผสมและเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจ ทำให้ข้อมูลเข้าใจง่ายและดึงดูดใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้ของพิพิธภัณฑ์และเมืองซัวเถา
  • กำเนิดพิพิธภัณฑ์ (1960): พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1960 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของภูมิภาคแต้จิ๋วและเมืองซัวเถา
  • บทบาทเมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์: ซัวเถาคือหนึ่งใน “ท่าเรือเปิด” ยุคแรกๆ ของจีน จากสนธิสัญญานานกิง (1842) และสนธิสัญญาเทียนจิน (1858) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เมืองเติบโตและมีบทบาทใหญ่หลวงในการค้าระหว่างประเทศ
  • เรื่องราวชาวจีนโพ้นทะเล: ภายในพิพิธภัณฑ์มีส่วนจัดแสดงที่เจาะลึกเรื่องราวการอพยพของชาวแต้จิ๋วไปทั่วโลก ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของ ประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเล และตอกย้ำความผูกพันระหว่างซัวเถากับชุมชนชาวจีนในต่างแดน
  • สถาปัตยกรรมอาคาร: ตัวอาคารของ พิพิธภัณฑ์ซัวเถา เองก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงยุคสมัยที่ถูกสร้างขึ้น
  • การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์เมืองซัวเถา ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญของ ซัวเถา

4.สะพานเซียงจื่อ (Xiangzi Bridge)

     ถ้าคุณกำลังวางแผนไป เที่ยวจีน และอยากสัมผัสความอลังการของวิศวกรรมโบราณพร้อมเรื่องเล่าขานอันน่าหลงใหล บอกเลยว่าคุณต้องปักหมุดที่ สะพานเซียงจื่อ (Xiangzi Bridge) แห่ง เมืองแต้จิ๋ว (Chaozhou) ให้ดี! สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ทางข้ามแม่น้ำธรรมดาๆ แต่คือหนึ่งใน “สี่สะพานโบราณที่ยิ่งใหญ่ของจีน” ที่จะทำให้คุณทึ่งกับภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

     สะพานเซียงจื่อ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า สะพานกว่างจี้ (Guangji Bridge) ทอดตัวข้ามแม่น้ำหานเจียงอย่างสง่างามมานานกว่า 800 ปี! ลองจินตนาการดูสิครับว่าสะพานหินที่มั่นคง กับเรือแพที่ลอยน้ำเชื่อมต่อกันเป็นช่วงๆ จะมารวมกันเป็นสะพานได้อย่างไร? นี่แหละคือความมหัศจรรย์ที่ไม่เหมือนใครในโลก ทำให้มันเป็น สะพานที่มีเรือลอยน้ำ แห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่! แค่คิดภาพว่าได้เดินเล่นบน สะพานแต้จิ๋ว แห่งนี้ โดยมีลมเย็นๆ พัดโชย แล้วได้เห็นช่วงกลางของสะพานเปิดออกเพื่อให้เรือขนาดใหญ่แล่นผ่านไปมา โอ้โห! มันคือประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืมแน่นอนสำหรับคนรัก สถาปัตยกรรมโบราณ และ ประวัติศาสตร์แต้จิ๋ว

ไฮไลต์ / จุดเด่น
  • หนึ่งเดียวในโลก! สะพานหินผสมแพลอยน้ำ: นี่คือหัวใจสำคัญของ สะพานเซียงจื่อ ครับ! ลองคิดดูว่าสะพานที่สร้างจากหินแข็งๆ จะมีช่วงกลางที่ทำจากแพเรือ 18 ลำ ลอยอยู่บนน้ำแล้วเชื่อมกันได้อย่างไร? แถมยังเปิดออกได้เพื่อให้เรือลำใหญ่ๆ ผ่านไปมาได้อีก! นี่คือสุดยอดภูมิปัญญาที่ทำให้สะพานแห่งนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร
  • สถาปัตยกรรมระดับเทพ! “แปดจุดหิน สิบแปดเรือ ยี่สิบสี่ศาลา”: เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยครับ! ชื่อเรียกเก่าแก่ของสะพานนี้บ่งบอกถึงรายละเอียดที่ซับซ้อนและงดงามสุดๆ ด้วยเสาหินแข็งแกร่ง 8 ต้น เรือแพ 18 ลำที่โยกไหวเบาๆ และที่อลังการไม่แพ้กันคือศาลาถึง 24 หลังที่ประดับอยู่บนสะพาน แต่ละหลังก็มีดีไซน์ที่ไม่ซ้ำกัน สวยงามเกินบรรยายจริงๆ!
  • วิวหลักล้าน! ทอดสายตาบนแม่น้ำหานเจียง: ไม่ว่าจะมาช่วงเช้าที่แสงทองทาบทาผิวน้ำ หรือยามเย็นที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า สะพานเซียงจื่อ ก็มอบวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำ ภูเขา และเมืองแต้จิ๋วได้อย่างอลังการ รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนเพียบ!
  • สัญลักษณ์แห่งแต้จิ๋ว: สะพานนี้ไม่ได้เป็นแค่โครงสร้างครับ แต่มันคือจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจของ เมืองแต้จิ๋ว ที่เล่าเรื่องความรุ่งเรืองในอดีตให้เราฟัง
  • เดินย้อนเวลาบนสะพานประวัติศาสตร์: การได้ย่ำเท้าไปบนสะพานหินเก่าแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายร้อยปี สัมผัสถึงความโยกไหวเล็กๆ ของแพเรือ มันเหมือนกับการได้ก้าวเข้าไปในประวัติศาสตร์ และสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตจริงๆ ครับ

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้
  • เริ่มสร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1171): เรื่องราวการสร้างสะพานนี้เริ่มขึ้นเมื่อกว่า 800 ปีก่อนในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ โดยเริ่มจากสะพานหินฝั่งตะวันตกก่อน กว่าจะเสร็จก็กินเวลากว่า 60 ปีเลยทีเดียว!
  • เสร็จสมบูรณ์ในราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1530): สะพานมาเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในสมัยราชวงศ์หมิง หลังจากที่สร้างสะพานหินจากฝั่งตะวันออก และเติมเต็มช่วงกลางด้วยเรือแพลอยน้ำที่เราเห็นในปัจจุบัน
  • ตำนานแปดเซียนผู้สร้างสะพาน: เชื่อกันว่าชื่อ “เซียงจื่อ” มาจาก หานเซียงจื่อ (Han Xiangzi) หนึ่งในแปดเซียนของลัทธิเต๋า ที่มีส่วนช่วยในการสร้างสะพานนี้ด้วยพลังวิเศษ ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ความงดงาม แต่ยังแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังทางจิตวิญญาณอีกด้วย
  • หัวใจของการค้าในอดีต: ในยุคโบราณ สะพานกว่างจี้ คือเส้นเลือดใหญ่ของการค้าและคมนาคมในภูมิภาคแต้จิ๋ว เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าและผู้คนข้ามแม่น้ำหานเจียง ทำให้ เมืองแต้จิ๋ว กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอย่างยิ่ง
  • มรดกที่ยังมีลมหายใจ: แม้จะผ่านการบูรณะและซ่อมแซมมาหลายต่อหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษ เพื่อคงความแข็งแรงและโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ สะพานเซียงจื่อ ก็ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและเป็น ที่เที่ยวแต้จิ๋ว ที่คุณต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง!

5. สวนสาธารณะซัวเถา (Shantou People’s Park)

     หากคุณเดินทางมาเยือน ซัวเถา และอยากสัมผัสจิตวิญญาณแห่งอดีตของเมืองท่าเก่าแก่แห่งนี้ การมาเยือน Shantou Small Park (ซัวเถา สปอร์ตพาร์ค) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “สวนสาธารณะเล็กๆ” รวมถึงบริเวณ เมืองเก่าซัวเถา โดยรอบ ถือเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ที่นี่คือศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยังคงรักษาเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลและกลิ่นอายของอารยธรรมแต้จิ๋วไว้อย่างเข้มข้น คุณจะได้เดินเล่นไปตามถนนสายเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสไตล์จีน-ยุโรปที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งบางอาคารได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม และบางส่วนยังคงหลงเหลือร่องรอยของกาลเวลา Shantou Small Park ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะขนาดเล็กตามชื่อ แต่เป็นพื้นที่สำคัญที่เชื่อมโยงถึง ประวัติศาสตร์ซัวเถา ในฐานะเมืองท่าการค้าที่สำคัญในอดีต เป็นหัวใจที่เต้นรัวของ วัฒนธรรมจีนแต้จิ๋ว และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมถ่ายภาพเก็บความทรงจำอันงดงามของ เมืองเก่าซัวเถา ที่มีชีวิตชีวา การมาเยือนที่นี่จึงเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครเมื่อคุณมา เที่ยวซัวเถา

ไฮไลต์ / จุดเด่น
  • สถาปัตยกรรมโคโลเนียล: โดดเด่นด้วยอาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลผสมผสานจีน ตึกเก่าซัวเถา ที่ตั้งเรียงรายตามถนน เป็นฉากหลังที่สวยงามสำหรับการถ่ายภาพและสัมผัสบรรยากาศย้อนยุค
  • หอนาฬิกาเก่าแก่: หอนาฬิกาซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลาง Shantou Small Park ถือเป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้ และเป็นจุดนัดพบยอดนิยม
  • บรรยากาศเมืองเก่าที่มีชีวิตชีวา: แม้จะเป็นย่านเก่าแก่ แต่ที่นี่ก็ยังคงคึกคักไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารท้องถิ่น และผู้คนที่ออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของชาวเมือง
  • แหล่งรวมร้านค้าและของกิน: รอบๆ Small Park มีร้านขายของที่ระลึก ร้านขายยาแผนโบราณ ร้านน้ำชา และร้านอาหารแต้จิ๋วอร่อยๆ มากมาย ให้คุณได้ ชิมอาหารซัวเถา ที่เป็นเอกลักษณ์
  • มุมถ่ายรูปสุดคลาสสิก: ทุกซอกทุกมุมของย่านนี้เต็มไปด้วยความคลาสสิกและเรื่องราว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมและบรรยากาศแบบวินเทจ

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้ของ Shantou Small Park และเมืองเก่า
  • ศูนย์กลางเมืองท่าเก่าแก่: Shantou Small Park และย่านโดยรอบเคยเป็นหัวใจสำคัญของการค้าและเศรษฐกิจของซัวเถาในสมัยที่เปิดเป็นเมืองท่าในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางธุรกิจและเป็นแหล่งรวมของชาวต่างชาติ
  • จุดกำเนิด “สวนเล็กๆ”: ชื่อ “Small Park” มาจากสวนสาธารณะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางย่าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในอดีต
  • สถาปัตยกรรมแบบอาเขต (Arcade): อาคารหลายแห่งในย่านนี้มีลักษณะเด่นคือ “อาเขต” หรือทางเดินที่มีหลังคาคลุมอยู่ด้านหน้า ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อกันแดดและฝน ให้ผู้คนสามารถเดินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย
  • มรดกจากจีนโพ้นทะเล: ย่านนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการลงทุนของชาวจีนโพ้นทะเลที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ทำให้เกิดการก่อสร้างอาคารในสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก
  • การอนุรักษ์และฟื้นฟู: หลังจากช่วงเวลาหนึ่งที่ย่านเมืองเก่าทรุดโทรมลง ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู เมืองเก่าซัวเถา เพื่อรักษามรดกทางประวัติศาสตร์และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาสัมผัสเสน่ห์อีกครั้ง

6.เกาะหนานอ้าว (Nan’ao Island)

     ถ้าใจคุณมันเรียกร้องหาทะเล๊…ทะเล! แต่ก็ไม่อยากไปไกลจนเกินไป แถมอยากได้ฟีลที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติสวยๆ ประวัติศาสตร์ชวนตื่นเต้น และอาหารทะเลสดๆ แบบจุกๆ ล่ะก็ ผมขอปักหมุดให้คุณที่ เกาะหนานอ้าว (Nan’ao Island) เลยครับ! ที่นี่คือ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลกวางตุ้ง และกำลังฮิตสุดๆ ในหมู่นักท่องเที่ยวที่หลงใหลความงามของ ทะเลจีนใต้

     ความสะดวกสบายคือสิ่งที่ทำให้ เกาะหนานอ้าว น่าสนใจสุดๆ เพราะคุณสามารถขับรถชิลล์ๆ ข้าม สะพานข้ามทะเลหนานอ้าว (Nan’ao Bridge) ที่ทอดยาวกว่า 11 กิโลเมตร เชื่อมจากเมืองซัวเถามาถึงเกาะได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องนั่งเรือให้เวียนหัวเลยครับ พอมาถึงเกาะปุ๊บ คุณก็จะได้สัมผัสกับหาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใสกิ๊ง ลมทะเลเย็นฉ่ำ ที่จะพัดพาความเหนื่อยล้าออกไปจากใจ แถมยังมีเรื่องเล่าของโจรสลัดในอดีตให้ชวนฝัน และที่สำคัญคือ อาหารทะเลสดๆ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้คุณได้ฟินกันเต็มที่ การมา เที่ยวเกาะหนานอ้าว จึงเป็นทริปที่สมบูรณ์แบบ ทั้งสายชิลล์ สายลุย หรือสายกิน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน!

ไฮไลต์ / จุดเด่น
  • สะพานข้ามทะเลหนานอ้าวสุดอลังการ: เริ่มต้นทริปด้วยความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกบน สะพานข้ามทะเลหนานอ้าว ครับ! สะพานที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในกวางตุ้งนี้ไม่ได้แค่พาเราข้ามทะเล แต่ยังเป็นจุดชมวิวอ่าวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ถ่ายรูปสวยตั้งแต่ยังไม่ถึงเกาะเลย!
  • หาดบลูเมนทัล (Blumenthal Beach) สวยสะกดใจ: นี่คือเพชรเม็ดงามของเกาะเลยครับ! หาดบลูเมนทัล หรือ Qing’ao Bay มีทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า น้ำทะเลสีฟ้าใสกิ๊ง มองแล้วสบายตา มาที่นี่รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับไปโพสต์ลงโซเชียลแน่นอน!
  • กังหันลมยักษ์ตระหง่านฟ้า: แลนด์มาร์คเด่นของเกาะที่พลาดไม่ได้! กังหันลมหนานอ้าว (Nan’ao Wind Farm) นับร้อยต้นที่ตั้งเรียงรายอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวทะเลไกลสุดสายตา บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ ยิ่งตอนพระอาทิตย์ตกดินนะ…ฟิน!
  • ป่าไม้เขียวชอุ่ม อุทยานแห่งชาติเกาะหนานอ้าว: นอกจากทะเลสวยแล้ว ที่นี่ยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ใน อุทยานแห่งชาติเกาะหนานอ้าว (Nan’ao Island National Forest Park) สำหรับคนรักการเดินป่าและสูดอากาศบริสุทธิ์
  • อาหารทะเลสดใหม่ยกทะเล!: มาถึงทะเลทั้งที จะพลาดอาหารทะเลได้ไง! เกาะหนานอ้าว คือแหล่งรวม อาหารทะเลสดๆ ที่จับขึ้นมาจากทะเลแท้ๆ มีร้านอร่อยๆ ให้เลือกเพียบ แถมราคาก็เป็นกันเอง รับรองว่าอิ่มอร่อยคุ้มค่าแน่นอน!

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้
  • เคยเป็นรังโจรสลัดสุดโหด!: ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับว่าเกาะสวยๆ แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นฐานทัพลับของโจรสลัดสุดแกร่งหลายคน รวมถึง เจิ้งเฉิงกง (Koxinga) วีรบุรุษผู้กอบกู้ไต้หวันจากชาวดัตช์ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกเล่าขานและมีร่องรอยให้เราได้ค้นหาบนเกาะ
  • ทำเลทองทางยุทธศาสตร์: ด้วยที่ตั้งที่สำคัญ ทำให้ เกาะหนานอ้าว เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารและการเดินเรือมาตั้งแต่อดีต เป็นเหมือนประตูสู่ทะเลที่สำคัญมากๆ เลยครับ
  • ตำนานจักรพรรดิผู้ลี้ภัย: มีเรื่องเล่าอันน่าเศร้าว่า จักรพรรดิสองพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่ง เคยเสด็จมาลี้ภัยบน เกาะหนานอ้าว เพื่อหลบหนีการตามล่าของพวกมองโกล นี่คืออีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับเกาะแห่งนี้
  • จากฐานทัพสู่สวรรค์ของนักท่องเที่ยว: จากอดีตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้ ปัจจุบัน เกาะหนานอ้าว ได้รับการพัฒนาให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สำคัญ โดยเฉพาะหลังมีสะพานข้ามทะเล ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก!
  • ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์: เกาะนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสัตว์ทะเล พืชพรรณต่างๆ และนกนานาชนิด เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติที่อยากมาศึกษาและชื่นชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติครับ!

7.ถนนคนเดินไผฟางเจีย (Paifang Street)

     ถ้าคุณมาเยือน เมืองแต้จิ๋ว (Chaozhou) ในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน แล้วไม่ได้มาเดินเล่นที่ ถนนคนเดินไผฟางเจีย (Paifang Street) ถือว่าพลาดของดีไปอย่างน่าเสียดาย! ถนนสายประวัติศาสตร์แห่งนี้คือหัวใจและจิตวิญญาณของ วัฒนธรรมแต้จิ๋ว ที่ยังคงมีลมหายใจ มีชื่อเสียงโด่งดังจากซุ้มประตูหินแกะสลัก หรือที่เรียกว่า “ไผฟาง” อันวิจิตรงดงามจำนวนมากที่ตั้งเรียงรายตลอดแนวถนน สะท้อนถึงเกียรติยศ ความรุ่งโรจน์ และเรื่องราวของบุคคลสำคัญในอดีต

     ถนนไผฟางเจีย ไม่ใช่แค่ถนนธรรมดา แต่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่คุณจะได้สัมผัส สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่หาชมได้ยาก แต่ละซุ้มประตูบอกเล่าประวัติศาสตร์และเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ของบัณฑิต นักรบ และข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ การเดินเล่นไปตามถนนสายนี้คือการย้อนเวลากลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของ แต้จิ๋ว ที่เต็มไปด้วยพ่อค้า คหบดี และบัณฑิตผู้เปี่ยมปัญญา นอกจากความงดงามทางสถาปัตยกรรมแล้ว ถนนคนเดินไผฟางเจีย ยังเป็นแหล่งรวมร้านค้าเก่าแก่ที่ขายสินค้าพื้นเมือง หัตถกรรม เครื่องปั้นดินเผา และที่สำคัญคือ อาหารแต้จิ๋ว ต้นตำรับแสนอร่อย ไม่ว่าจะเป็นขนมพื้นเมือง ชา หรือบะหมี่แต้จิ๋วขึ้นชื่อ การมาที่นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่ครบครัน ทั้งได้เรียนรู้ ประวัติศาสตร์แต้จิ๋ว ชมศิลปะ และอิ่มอร่อยไปกับรสชาติท้องถิ่น ทำให้เป็นหนึ่งใน ที่เที่ยวแต้จิ๋ว ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง

ไฮไลต์ / จุดเด่นของถนนคนเดินไผฟางเจีย
  • ซุ้มประตูไผฟางโบราณอันวิจิตร: นี่คือจุดเด่นอันดับหนึ่งของ ถนนไผฟางเจีย! ซุ้มประตูหินแกะสลักเหล่านี้เป็นงานศิลปะชั้นครูที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จและเกียรติยศของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์แต้จิ๋ว มีทั้งซุ้มประตูหินและซุ้มประตูไม้ที่สวยงามแตกต่างกันไป
  • สถาปัตยกรรมจีนแต้จิ๋วแท้ๆ: ตลอดสองข้างทางของ ถนนคนเดินไผฟางเจีย คุณจะได้พบกับอาคารบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์ สถาปัตยกรรมแต้จิ๋ว ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งหน้าต่าง ประตู และรายละเอียดการแกะสลักไม้ที่ประณีต
  • แหล่งรวมของอร่อยแต้จิ๋ว: สำหรับสายกิน ต้องไม่พลาด! บนถนนสายนี้มีร้านค้าที่ขาย อาหารแต้จิ๋ว แท้ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมพื้นเมืองอย่างฮื่อก้วย (ลูกชิ้นปลา) เกาหยก (หมูสามชั้นนึ่งเผือก) หรือชาจีนหอมๆ ให้ได้ลิ้มลอง
  • บรรยากาศย้อนยุคที่มีชีวิตชีวา: แม้จะเป็นถนนเก่าแก่ แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอย ร้านค้าคึกคัก ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตจริงๆ
  • แหล่งช้อปปิ้งหัตถกรรมพื้นเมือง: นอกจากอาหารแล้ว ที่นี่ยังมีร้านค้าที่ขายงานฝีมือ หัตถกรรมท้องถิ่น เครื่องปั้นดินเผา และของที่ระลึกสวยๆ ให้คุณได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้ของถนนคนเดินไผฟางเจีย
  • จุดกำเนิดในราชวงศ์ซ่ง: ถนนไผฟางเจีย มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1279) โดยเริ่มแรกเป็นถนนการค้าสำคัญใน เมืองแต้จิ๋ว
  • รุ่งเรืองสุดขีดในราชวงศ์หมิงและชิง: ย่านนี้รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง (ศตวรรษที่ 14-19) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสร้างซุ้มประตูไผฟางจำนวนมาก เพื่อเชิดชูเกียรติของบุคคลผู้มีความสามารถและคุณงามความดี
  • ซุ้มประตูไผฟางกว่า 38 ซุ้มในอดีต: เดิมที บน ถนนไผฟางเจีย มีซุ้มประตูไผฟางมากถึง 38 ซุ้ม ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดแห่งหนึ่งในจีน สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของ แต้จิ๋ว ที่ผลิตบัณฑิตและข้าราชการระดับสูงจำนวนมาก
  • สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ: ซุ้มประตูไผฟางไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ เกียรติยศ และความเจริญรุ่งเรืองของตระกูล ผู้ที่ได้รับเกียรติให้มีซุ้มประตูเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง
  • การบูรณะครั้งสำคัญ: ในช่วงศตวรรษที่ 20 ซุ้มประตูหลายแห่งได้ถูกรื้อถอนหรือเสียหายไป แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นได้ดำเนินโครงการบูรณะครั้งใหญ่ โดยมีการสร้างซุ้มประตูไผฟางขึ้นใหม่ตามแบบโบราณ และปรับปรุง ถนนคนเดินไผฟางเจีย ให้กลับมาสวยงามและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทำให้เป็นหนึ่งใน สถานที่ท่องเที่ยว สำคัญของ แต้จิ๋ว

8. เจ้าพ่อเสือเฮี้ยงบู้ซัว

     หากคุณเดินทางไป เที่ยวซัวเถา หรือกำลังมองหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและทิวทัศน์อันงดงามในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เฮี้ยงบู้ซัว (Xuanwu Mountain) คือจุดหมายที่คุณไม่ควรพลาด ที่นี่เป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าพ่อเสือเฮี้ยงบู้ซัว อันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนแต้จิ๋วมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีนอีกมากมายที่เดินทางไปสักการะ เพื่อขอพรให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ปราศจากภยันตราย และประสบความสำเร็จในทุกด้าน

     เฮี้ยงบู้ซัว โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงาม รายล้อมด้วยภูเขาและทะเล ทำให้การเดินทางมาสักการะไม่เพียงได้ความสบายใจ แต่ยังได้ชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติอันน่าประทับใจอีกด้วย ภายในบริเวณศาลเจ้าคุณจะได้พบกับสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่วิจิตรงดงาม รูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ และบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา นอกจาก ศาลเจ้าพ่อเสือ แล้ว พื้นที่โดยรอบยังมีสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาและจุดชมวิวที่น่าสนใจอีกมากมาย ทำให้ เฮี้ยงบู้ซัว เป็นสถานที่ที่ผสมผสานระหว่างการแสวงบุญและ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสัมผัสกับ มรดกทางวัฒนธรรมแต้จิ๋ว และพลังแห่งความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์

ไฮไลต์ / จุดเด่นของเฮี้ยงบู้ซัวและศาลเจ้าพ่อเสือ
  • ศาลเจ้าพ่อเสืออันศักดิ์สิทธิ์: หัวใจสำคัญของ เฮี้ยงบู้ซัว คือ ศาลเจ้าพ่อเสือ หรือที่รู้จักในนาม “เทพเจ้า Xuanwu” ซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูงในหมู่ชาวจีนแต้จิ๋ว โดยเชื่อกันว่าเป็นเทพผู้คุ้มครอง ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และนำมาซึ่งความโชคดีและความสำเร็จ การมาสักการะที่นี่จึงเป็นไฮไลต์หลัก
  • ทิวทัศน์ธรรมชาติงดงาม: สถานที่ตั้งของศาลเจ้าอยู่บนภูเขาที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลและภูเขาโดยรอบได้อย่างกว้างไกล ทำให้ผู้มาเยือนได้ทั้งความสงบทางใจและเพลินตาไปกับทัศนียภาพอันตระการตา
  • สถาปัตยกรรมจีนโบราณที่วิจิตร: ภายในบริเวณศาลเจ้าและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ คุณจะได้ชื่นชมกับ สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่มีการแกะสลักอย่างประณีตงดงาม สีสันสดใส และรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ ที่สะท้อนถึงศิลปะและวัฒนธรรมจีน
  • บรรยากาศแห่งศรัทธา: สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาจากผู้ที่เดินทางมาสักการะบูชา จุดธูปเทียน ขอพร ทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสงบภายในจิตใจ
  • จุดแวะพักยอดนิยมสำหรับสายมู: เฮี้ยงบู้ซัว ถือเป็นหนึ่งใน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซัวเถา หรือเส้นทางบุญยอดนิยมที่ทัวร์จีนแต้จิ๋วมักจะจัดให้เป็นจุดแวะพักสำคัญ

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้ของเฮี้ยงบู้ซัว
  • เทพเจ้าแห่งทิศเหนือ: “Xuanwu” หรือที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า “เฮี้ยงบู้” เป็นหนึ่งในสี่เทพแห่งทิศ (Four Symbols) ตามความเชื่อของจีน ซึ่งเป็นตัวแทนของทิศเหนือ สัญลักษณ์คือเต่าดำพันด้วยงู ถือเป็นเทพผู้พิทักษ์และควบคุมน้ำ โดยเฉพาะน้ำท่วมและภัยพิบัติ
  • ประวัติการก่อสร้างยาวนาน: ศาลเจ้าพ่อเสือเฮี้ยงบู้ซัว มีประวัติการก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง (ประมาณศตวรรษที่ 10-13) และได้รับการบูรณะ ปรับปรุง ขยายพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องในหลายราชวงศ์
  • ความสำคัญต่อชาวจีนโพ้นทะเล: ด้วยความเชื่อที่ว่าเทพเจ้านี้ช่วยปกป้องคุ้มครองการเดินทางทางน้ำ ทำให้ เฮี้ยงบู้ซัว เป็นที่พึ่งทางใจของชาวจีนแต้จิ๋วที่ต้องเดินทางอพยพไปต่างแดน (ชาวจีนโพ้นทะเล) และยังคงเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของผู้สืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน
  • เป็นที่รู้จักในไทย: เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากมีบรรพบุรุษมาจากแต้จิ๋ว ทำให้ ศาลเจ้าพ่อเสือ แห่งนี้เป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพจากคนไทยเชื้อสายจีนเป็นอย่างดี มีการจัดทัวร์เพื่อเดินทางไปสักการะโดยเฉพาะ
  • การผสมผสานศาสนา: แม้จะเป็นที่รู้จักในชื่อ ศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นบ้านและลัทธิเต๋า แต่ภายในบริเวณยังมีการผสมผสานของพุทธศาสนาและขงจื๊อในบางจุด สะท้อนถึงความเชื่อที่หลากหลายในวัฒนธรรมจีน

9. ศาลเจ้าไต่ฮงกง (Da Feng Gong Temple)

     เมื่อพูดถึง การเที่ยวแต้จิ๋ว หรือ ซัวเถา หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีน ต้องไปเยือนให้ได้คือ ศาลเจ้าไต่ฮงกง (Da Feng Gong Temple) แห่งวัดปอฮ่อ (Pu Zhao Temple) ที่เมืองผู่หนิง มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง หลวงปู่ไต่ฮงกง (Master Da Feng) พระภิกษุผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและเสียสละในสมัยราชวงศ์ซ่ง ผู้ซึ่งอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสะพาน สร้างถนน ขุดบ่อน้ำ หรือแม้แต่การจัดตั้งทีมเก็บศพไร้ญาติเพื่อนำไปประกอบพิธีอย่างเหมาะสม ทำให้ท่านเป็นที่เคารพรักและศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน

     ศาลเจ้าไต่ฮงกง ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับกราบไหว้ขอพร แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตาธรรมและสาธารณประโยชน์ ภายในบริเวณศาลเจ้าคุณจะได้สัมผัสกับ สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่งดงาม วิจิตรงดงามด้วยการแกะสลักและประดับตกแต่งอย่างประณีต พร้อมกับบรรยากาศที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งศรัทธาของผู้คน การมาเยือนที่นี่จึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการได้เรียนรู้เรื่องราวชีวิตของพระมหาโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ และสัมผัสกับ มรดกทางวัฒนธรรมจีน ที่ยังคงมีชีวิตชีวา ทำให้ ศาลเจ้าไต่ฮงกง เป็นหนึ่งใน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แต้จิ๋ว ที่ดึงดูดใจผู้คนจากทุกสารทิศ

ไฮไลต์ / จุดเด่นของศาลเจ้าไต่ฮงกง
  • ศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนแต้จิ๋ว: ศาลเจ้าไต่ฮงกง เป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งในหมู่ชาวแต้จิ๋วทั่วโลก รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีนที่สืบเชื้อสายมาจากแต้จิ๋ว เชื่อกันว่าการได้มาสักการะจะนำมาซึ่งความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง และการคุ้มครอง
  • รูปปั้นหลวงปู่ไต่ฮงกง: ภายในศาลเจ้าประดิษฐานรูปปั้น หลวงปู่ไต่ฮงกง ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้มาเยือน โดยเฉพาะในวันสำคัญทางศาสนาหรือเทศกาลต่างๆ จะมีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะจำนวนมาก
  • สถาปัตยกรรมและศิลปะจีนโบราณ: อาคารศาลเจ้าโดดเด่นด้วย สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่งดงาม วิจิตรงดงามด้วยการแกะสลักไม้ รูปปั้น และงานศิลปะอื่นๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนาและวิถีชีวิตในอดีต
  • บรรยากาศแห่งความสงบและศรัทธา: แม้จะมีผู้คนพลุกพล่านในบางช่วงเวลา แต่บรรยากาศภายในศาลเจ้าก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความสงบและพลังแห่งศรัทธา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังบวก
  • การเดินทางเพื่อแสวงบุญ: ศาลเจ้าไต่ฮงกง ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับ ทัวร์แสวงบุญจีน และ ทัวร์แต้จิ๋ว ที่ต้องการตามรอยศรัทธาและเรียนรู้ประวัติของหลวงปู่ไต่ฮงกง

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้ของศาลเจ้าไต่ฮงกง
  • หลวงปู่ไต่ฮงกง: พระภิกษุผู้เมตตา: หลวงปู่ไต่ฮงกง (Master Da Feng) มีนามเดิมว่า หลินหลิงซู่ (Lin Linxun) เกิดในตระกูลขุนนางที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ท่านออกบวชในวัยชราและเดินทางมายังเมืองผู่หนิง มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งขณะนั้นประสบภัยพิบัติและโรคระบาด ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ท่านได้อุทิศตนช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
  • งานสาธารณประโยชน์อันยิ่งใหญ่: หลวงปู่ไต่ฮงกงได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์มากมาย เช่น การสร้างสะพาน 11 แห่ง ขุดบ่อน้ำ สร้างถนน สร้างที่พักสำหรับผู้เดินทาง และที่สำคัญคือการจัดตั้ง “ทีมงานเก็บศพ” เพื่อนำศพไร้ญาติไปประกอบพิธีฌาปนกิจอย่างสมเกียรติ ซึ่งเป็นรากฐานของกิจการการกุศลในเวลาต่อมา
  • กำเนิดมูลนิธิปอฮ่อ (Pu Zhao Foundation): หลังจากหลวงปู่มรณภาพในปี ค.ศ. 1127 ลูกศิษย์และผู้ศรัทธาได้รวมตัวกันก่อตั้ง มูลนิธิปอฮ่อ (หรือมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในภาษาไทย) เพื่อสานต่อปณิธานของท่านในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งมูลนิธิแห่งนี้ยังคงดำเนินงานช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
  • ศาลเจ้าแห่งความกตัญญู: ศาลเจ้าไต่ฮงกง ไม่ใช่เพียงสถานที่เคารพบูชาเทพเจ้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู การทำความดี และการเสียสละเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญในวัฒนธรรมจีน
  • การเชื่อมโยงกับประเทศไทย: ด้วยความผูกพันทางสายเลือดและวัฒนธรรม ศาลเจ้าไต่ฮงกง จึงมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับคนไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ก็ก่อตั้งขึ้นโดยมีปณิธานสานต่อเจตนารมณ์ของหลวงปู่ไต่ฮงกง

10.วัดแปะฮวยเจียม (Baihua Temple)

     ถ้าใจคุณกำลังตามหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งงดงามและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังใน เมืองซัวเถา ล่ะก็ อย่าพลาดที่จะปักหมุดที่ วัดแปะฮวยเจียม (Baihua Temple) เด็ดขาดครับ! วัดแห่งนี้มีชื่อไพเราะน่าฟังว่า “วัดดอกไม้ขาว” เป็นหนึ่งในวัดพุทธที่เก่าแก่และขึ้นชื่อที่สุดของเมืองซัวเถาครับ ลองนึกภาพดูสิครับว่าท่ามกลางย่านที่คึกคักวุ่นวาย คุณกลับได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่มอบความสงบเย็นได้ในทันทีที่สัมผัส!

     วัดแปะฮวยเจียม ไม่ได้เป็นแค่สถานที่กราบไหว้ธรรมดาๆ นะครับ แต่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ พุทธศาสนาในซัวเถา ที่ชาวเมืองนิยมมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกันอย่างไม่ขาดสาย ภายในวัด คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจกับ สถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่สวยงามจับใจ การแกะสลักไม้ก็ประณีตบรรจงทุกรายละเอียด แถมยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยเมตตา ส่วนชื่อ “วัดดอกไม้ขาว” ก็สื่อถึงความบริสุทธิ์และการบำเพ็ญเพียรตามหลักธรรมะ การมาเยือนที่นี่จึงไม่ใช่แค่การเดินชมสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการได้ซึมซับพลังแห่งศรัทธาและเรียนรู้เรื่องราววัฒนธรรมอันลึกซึ้ง ทำให้ วัดแปะฮวยเจียม เป็นหนึ่งใน ที่เที่ยวซัวเถา ที่จะเติมเต็มทั้งความสงบทางใจและประสบการณ์ทางจิตวิญญาณอันน่าจดจำให้กับทริปของคุณครับ

ไฮไลต์ / จุดเด่น
  • สถาปัตยกรรมจีนโบราณงามตระการตา: แค่มองจากภายนอกก็ต้องร้องว้าวแล้วครับ! วัดนี้โดดเด่นด้วยหลังคาสีทองอร่ามที่ตัดกับท้องฟ้า ลายแกะสลักไม้และหินก็วิจิตรงดงามทุกรายละเอียด เป็นผลงานชั้นครูที่สะท้อนฝีมือช่างโบราณได้เป็นอย่างดี ใครชอบ สถาปัตยกรรมวัดจีน บอกเลยว่าฟินแน่นอน!
  • โอเอซิสแห่งความสงบกลางเมือง: คุณอาจจะสงสัยว่าวัดที่อยู่ใจกลางเมืองจะสงบได้อย่างไร? แต่เชื่อเถอะครับว่าทันทีที่คุณก้าวเข้ามาในบริเวณวัด คุณจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ ร่มรื่น และเย็นสบาย เหมาะกับการมานั่งพักใจ ทำสมาธิ หรือเดินเล่นซึมซับบรรยากาศแห่งศรัทธามากๆ
  • กราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์: ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์สำคัญที่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างเดินทางมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ไร้อุปสรรค
  • ศูนย์รวมแห่งธรรมะ: วัดดอกไม้ขาว ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแผ่พุทธธรรมและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ รวมถึงพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่น
  • เดินทางสะดวกสบายสุดๆ: ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางเลยครับ เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลาง ซัวเถา ทำให้คุณเดินทางมาได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะด้วยรถสาธารณะหรือแท็กซี่

ประวัติศาสตร์ / เกร็ดน่ารู้
  • ที่มาของชื่อ “ดอกไม้ขาว”: ชื่อ “แปะฮวยเจียม” ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “ไป๋ฮวาซื่อ” (Baihua Si) ในภาษาจีนกลาง แปลตรงตัวว่า “วัดดอกไม้ขาว” ครับ มีเรื่องเล่าขานว่าในอดีตเคยมีดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์บานสะพรั่งอยู่รอบบริเวณวัด เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และสันติสุขทางธรรม
  • วัดเก่าแก่แห่งซัวเถา: แม้จะไม่มีบันทึกที่แน่ชัดถึงวันก่อตั้งแบบเป๊ะๆ แต่ วัดแปะฮวยเจียม ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี จัดว่าเป็นหนึ่งใน วัดโบราณในซัวเถา ที่ผ่านการบูรณะและปรับปรุงมาแล้วหลายยุคหลายสมัยเลยทีเดียว
  • อดีตศูนย์กลางพุทธศาสนา: ในยุคก่อน วัดแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบภูมิภาคแต้จิ๋ว ดึงดูดทั้งพระภิกษุและนักปราชญ์ทางธรรมมากมายให้มาศึกษาและปฏิบัติธรรม
  • ยืนหยัดผ่านกาลเวลา: เหมือนกับวัดเก่าแก่อื่นๆ ในจีน วัดแปะฮวยเจียม ก็เคยได้รับความเสียหายในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ด้วยพลังศรัทธาและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและประชาชน วัดแห่งนี้จึงได้รับการบูรณะและฟื้นฟูให้กลับมาสวยงามและเปิดให้ผู้คนได้เข้าสักการะอีกครั้ง
  • สัญลักษณ์แห่งความอดทน: การที่ วัดแปะฮวยเจียม ยังคงยืนหยัดและได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คน และเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนและการสืบทอดวัฒนธรรมพุทธศาสนาอันยาวนานใน ซัวเถา นั่นเอง

จำนวนผู้เข้าชม 28 ครั้ง